คอลัมน์ GR>Talk: ‘เชื้อดื้อยา’ความเสี่ยงการใช้เคมีในสัตว์

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์ แต่เนื้อสัตว์ก็อาจส่งผลกระทบ ต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน ทั้งโรคติดต่อ โรคพยาธิ และสารตกค้าง ที่เกิดจากยาปฏิชีวนะ สารเคมี ยา ยาปราบศัตรูพืช โลหะหนัก ฮอร์โมน เชื้อรา และสิ่งเจือปนต่างๆ

ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ป้อนความต้องการของผู้บริโภคจำนวนมาก หัวใจสำคัญ คือ ผลผลิตมากที่สุดในต้นทุนที่ต่ำที่สุด

เครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบการในการเลี้ยงในลักษณะดังกล่าวหนีไม่พ้นผสมยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ และน้ำ ทั้งเพื่อเป็นการรักษา และป้องกันโรค

แม้ยาปฏิชีวนะจะจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ แต่หากผู้ประกอบการไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคปลายทางก็มีความเสี่ยงที่จะใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง ใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่หยุดการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนส่งโรงฆ่าสัตว์ตามที่กำหนด และใช้ยาเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์

สารตกค้างในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เป็นผลปลายทาง ที่กำลังเป็นปัญหาของทั่วโลก ก่อให้เกิดการดื้อยาของแบคทีเรียในสัตว์ และส่งต่อมาถึงผู้บริโภค

นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกาะติดการใช้ยาในสัตว์ภายใต้แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ระบุว่า แต่ละประเทศมีข้อกำหนดชนิดและปริมาณของยาปฏิชีวนะที่ใช้เติมในอาหารสัตว์แตกต่างกัน เช่นในยุโรปห้ามนำยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาของคนและสัตว์มาผสมในอาหารสัตว์ เพื่อเป็น growth promoter และเพื่อป้องกันโรค โดยยอมให้ใช้บางชนิดเท่านั้น และต้องมีใบสั่งจากสัตวแพทย์ ส่วนในสหรัฐยอมให้ใช้ในปริมาณที่กำหนด

ส่วนประเทศไทยไม่มีข้อห้ามที่ชัดเจนว่า มีเพียงหลักการทางวิชาการที่ต้องงดใช้ยาปฏิชีวนะผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์ก่อนส่งโรงฆ่า เพื่อไม่ให้มียาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ ซึ่งระยะหยุดยามีตั้งแต่เป็นชั่วโมงถึงหลายสัปดาห์

โดยทั่วไปหากใช้ยาปฏิชีวนะผสมใน อาหารสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม และมีระยะหยุดยา (withdrawal time) ก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ตามที่กำหนด จะแทบไม่พบการตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อ หรือส่วนต่างๆของสัตว์ แต่ทุกวันนี้ เราไม่สามารถรับรองได้ว่า ผู้ประกอบการจะมีความรับผิดชอบ ทำตามข้อกำหนด และหลักการทางวิชาการหรือไม

“ผู้ประกอบการอาจบอกว่าไม่มีการผสมยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ แต่ในน้ำที่ให้สัตว์กินมีโอกาสที่จะถูกผสมได้เช่นเดียวกัน เพราะการเลี้ยงสัตว์เพื่ออุตสาหกรรมที่ให้สัตว์อยู่อย่างแออัด มีโอกาสต้องควบคุมโรคและเร่งโต จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์จะใช้เวลาสั้นลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ไก่ ที่เลี้ยงไม่กี่สิบวันก็เติบโตให้เนื้อ ถูกชำแหละมาให้คนบริโภค”

ปัจจุบันสถานการณ์การใช้ยาในสัตว์ อย่างไม่รับผิดชอบ ทำให้วงการวิชาการทั้งในและต่างประเทศต่างวิตกกังวล เพราะผลที่เกิดขึ้นส่งต่อมาถึงคนอย่างแน่นอน

เนื่องจากยาปฏิชีวนะที่ตกค้างในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จะมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค ทั้งทำให้เกิดอาการแพ้ยาหากผู้บริโภคมีการตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะนั้นเร็ว ครั้งแรกที่ได้รับอาจไม่มีปัญหาเกิดขึ้นแต่หากได้รับบ่อยครั้งร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการแพ้

การดื้อยาของเชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง โดยผู้บริโภคที่กินเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ที่มียาปฏิชีวนะตกค้างในปริมาณน้อย และบ่อยครั้งจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์บางกลุ่มเกิดการต้านยาเป็นเชื้อดื้อยาที่มีโอกาสขยายตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และหากได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจมีผลให้เกิดมะเร็ง

“เราจะได้ยินบ่อย ในเวลานี้ว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากต้องเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ เพราะไม่มียารักษา สาเหตุมาจากเชื้อดื้อยานั่นเอง”

นิยดา ขยายความว่า เชื้อดื้อยาเกิดได้ทั้งกระบวนการรักษากับคนโดยตรงในโรงพยาบาล เช่นใช้ยาแรงเกินไป ยาไม่ดี หรือใช้ยาที่ไม่เหมาะสม มาจากร้านยา รวมถึงมาจากฟาร์มปศุสัตว์ ประมง และในการปลูกพืชที่ผู้ประกอบการไม่มีความรับผิดชอบมากพ

เชื้อดื้อยานั้นสามารถแพร่กระจายในคนสัตว์ และระบบนิเวศทั้งหมด โดยเรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อน ปัจจุบันมีตัวอย่างโรคจากการดื้อยา เช่น เอชไอวี ท้องร่วง นิวโมเนีย และการติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นต้น สำหรับเด็ก พบว่าหากได้รับยาปฏิชีวนะสะสม จะพบว่าเด็กจะอ้วนเร็ว และมีโรคภูมิแพ้

“เมื่อ 2-3 ปีก่อนมีการวิจัยของศิริราชพยาบาล โดยเก็บตัวอย่างจากไก่สดที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านนั้น พบเชื้อดื้อยาถึง 50% ส่วนการทำประมงมีการวิจัยพบการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงปลาแซลมอน ซึ่งปกติเป็นปลาธรรมชาติ แต่ช่วงหลังมีการเพาะเลี้ยงในกระชัง มีการใส่ยาปฏิชีวนะ หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะเกิดเชื้อดื้อยาในปลา และแพร่สู่แหล่งน้ำ สู่คนในที่สุด”
มียารักษาเชื้อดื้อยาหรือไม่ นิยดา ระบุว่า ในระยะหลังพัฒนาการของยารักษาการติดเชื้อน้อยลง เนื่องจากบริษัทยาไม่สนใจที่จะพัฒนา เพราะมองว่าเป็นโรคคนจนหากเทียบกับโรคเบาหวานหรือความดัน หรือวัคซีน อาทิ มะเร็งปากมดลูก ไอกรน คอตีบ ซึ่งทำเงินได้มากกว่า เพราะทุกคนหรือคนจำนวนมากต้องใช้

เป็นสาเหตุให้ไม่มีการทุ่มงบประมาณในการศึกษาวิจัยยาเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ที่มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อมากขึ้น บริษัทยาจึงถูกกระตุ้นให้มีการวิจัยยาฆ่าเชื้อดื้อยาในปัจจุบัน

นิยดา ย้ำว่าจากโรคระบาดที่ปรากฏ เช่น ไข้หวัดนก หรืออีโบล่า ล้วนเป็นการติดเชื้อจากสัตว์มาสู่คนทั้งสิ้น การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคอย่างรับผิดชอบจึงเป็นอีกหนทางที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ซึ่งการเลี้ยงสัตว์บนเส้นทางของเกษตรอินทรีย์ จะช่วยลดปัญหานี้ได้ในระยะยาว

“ในเวทีระหว่างประเทศต่างกำลังรณรงค์ในเรื่องนี้ เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบมากขึ้น สำหรับประเทศไทยจะมีการจัดเวทีในวันที่ 18-19 พ.ย.นี้”

‘การใช้ยาในสัตว์อย่างไม่รับผิดชอบ ผลที่เกิดขึ้นมาถึงคนอย่างแน่นอน เนื่องจากยาปฏิชีวนะที่ตกค้างในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จะมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค’

“เชื้อดื้อยา”ความเสี่ยงการใช้เคมีในสัตว์

Leave a Reply